เปิดฉากภาคประชาชน 10 ล้านคน หรือ 6.62% จากประชากร 66.5 ล้านคน ได้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันรับเงินค่าจ้างร่วมโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน”
โครงการนี้รัฐบาลเจียดเงินกู้ 22,400 ล้านบาท ให้ไปเที่ยวตามอ้าง...ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังวิกฤติหนัก...ส่งท้ายกับทีมเศรษฐกิจกระบี่มือ 1 ที่โบกมือลาน้ำตาร่วงไปแล้ว
หนึ่งในนั้นเป็นแพ็กเกจ “กำลังใจ” มอบให้อาสาสมัคร อสม. กับบุคลากร รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบลทั่วประเทศ 1.2 ล้านคน ได้ออนทัวร์ 2 วัน 1 คืน รัฐมีต้นทุนให้คนละ 2,000 บาท จากเงินกู้ 2,400 ล้านบาท
โดยคาดว่าการทุ่มงบฯจ้างครั้งนี้จะมีเงินสะพัดถึง 6,500 ล้านบาท
ดอกไม้ให้คุณ...บุคลากร 1.2 ล้านช่อนี้ กำหนดให้ไปกับ บ.ทัวร์ ที่ลงทะเบียนรับจ๊อบกับเจ้าภาพกระทรวงการคลัง ซึ่งเล็งเป้า...ลั่นกระสุนนัดเดียวได้นก 2 ตัว...ตัวแรกปั้นเศรษฐกิจ ตัวที่สองเยียวยาผู้ประกอบการนำเที่ยวเหยื่อโควิด...ตามยุทธวิธีการคลังซ้ำๆเดิมๆ
โปรแกรมดังกล่าว...นักการตลาดท่องเที่ยวได้วิเคราะห์เงินอัดฉีดรายละ 2,000 บาทแล้ว จึงเบรกดาวน์ค่าใช้จ่ายให้ดู เริ่มที่ค่าพาหนะเดินทางเป็นรถบัสปรับอากาศ 35 ที่นั่ง ซึ่งทัวร์คุณภาพจะขาย 30 ที่นั่ง ที่เหลือให้ไกด์กับเจ้าหน้าที่ประจำรถนั่ง หรือวางสัมภาระจำเป็น

ราคาค่าเช่าช่วงโควิด-19 อาละวาด ให้ล้อได้หมุนแข่งดอกเบี้ย จะอยู่ที่วันละ 6,500 บาท หรือ 13,000 บาท 2 วัน...ถ้าเอาจำนวน 30 คนต่อ 1 บัสเป็นตัวตั้ง หารเฉลี่ยจะออกมาหัวละ 433 บาท
อีกทั้งค่าห้องพักโรงแรมระดับ 2-3 ดาว คืนละ 1,600 บาท พักสบายๆห้องละ 2 คน บวกอาหารเช้า เฉลี่ยหัวละ 800 บาท...ค่าอาหารกลางวัน 2 มื้อ 300 บาท เย็น 1 มื้อ 200 บาท อาหาร 6 อย่าง น้ำดื่มฟรีไม่มีน้ำสี ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวอีก 100 บาท
รวมต้นทุนทำทัวร์เบื้องต้นอยู่ที่หัวละ 1,833 บาท เหลือติ่งให้ บ.ทัวร์หัวละ 167 บาท ติดปลายนวมต่อทริป 5,010 บาท...แต่ยังต้องจ่าย Vat 7% ภาษีเงินได้ 3%...กับเงินทอนที่พึงมี 20% (อย่างที่เล่าลือกัน)
“ดูแล้วแทบไม่เหลืออะไร แต่ บ.ทัวร์ยอมเจ็บตัวมิใช่เพื่อชาติ หากแต่เพื่อให้ได้กรุ๊ปมาทำทัวร์...จึงเป็นที่มาของคำว่า...ทัวร์โจร ปล้นตั้งแต่ค่าเช่ารถราคาถูกๆ ยุบห้องพักเพิ่มจำนวนคนพักต่อห้อง อาหารใช้ชุดฮ่องเต้ยามตกยาก กับรางวัลค่าช็อปจากร้านค้าขณะออนทัวร์” นักการตลาดด้านการท่องเที่ยวว่าอย่างนั้น
น่าสนใจด้วยว่ากลเม็ดที่ว่านี้ฉายแววแล้วรำไร...จะด้วยการหาทางออกของทัวร์ต้นทุนต่ำ หรือเทคนิคการหาเบี้ยใบ้มาแปลงทุนเป็นกำไร...เมื่อสื่อออนไลน์นำเสนอข่าวองค์กรเอกชนท่องเที่ยวในประเทศ มุ้งเล็กมุ้งใหญ่ใต้ร่มสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ
โดยอดีตแกนนำและผู้บริหารชุดปัจจุบันพร้อมใจกันแต่งสูทผูกเนกไท ไปยื่นหนังสือถึงประธานกรรมาธิการ ติดตามตรวจ สอบเงินกู้ในสภาผู้แทนราษฎร กรณีนำเงินราชการมาใช้ตาม พ.ร.ก. 3 ฉบับ ที่รัฐสภา เมื่อ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา
นี่คือภาพสะท้อนสำคัญ...เป็นการร้องขอให้รัฐทบทวนแก้ไขปัญหาการเยียวยาเงินแก่ผู้ประกอบการนำเที่ยว ตามโครงการทัวร์ “กำลังใจ” ซึ่งเกิดอุปสรรคแก่ผู้ประกอบอาชีพคนทำทัวร์ส่วนหนึ่ง...ไม่ใช่ทั้งหมด

เริ่มจากขอยกเว้นให้บุคลากร อสม. และ รพ.สุขภาพฯ ไม่ต้องลงทะเบียนผ่านแอปฯ เพราะไม่ชำนาญ โดยให้ต้นสังกัดรับรองตัวตน พร้อมบัตรประจำตัวฯ...ปัญหานี้น่าจะมีทางออกตรงอาศัย
คนใกล้ตัวช่วยดำเนินการให้...เมื่อรักจะ “เที่ยวด้วยกัน” ตาม “กำลังใจ” ที่มอบให้โจทย์ข้อใหม่...เริ่มเข้าทางพฤติกรรมคนทำทัวร์ ที่ร้องขอใช้พาหนะเดินทาง 45 ที่นั่งต่อ 1 บัส และไม่ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม ถึงวันสิ้นสุดโครงการ 31 ตุลาคมปีนี้...เรื่องนี้รัฐบาลเพิ่งถูกกรีดแผลเลือดไหลโชกมาหมาดๆ จากระยองและกรุงเทพฯ กรณีปล่อยทหารอียิปต์ใช้อภิสิทธิ์นอกกรอบควบคุมป้องกันโรคโควิด
สะเทือนถึงการใช้ชีวิตและทำกินของชาวระยองอย่างสาหัส แล้วยังขยายลามไปถึงคนต่างถิ่นที่เข้าไปในช่วงเวลาดังกล่าว...เศรษฐกิจท้องถิ่นที่ทำท่าจะฟื้นหลังทรุดมานาน...กลับทรุดหนักลงไปอีก
สำนึกที่ดี...ที่คนทำทัวร์น่าตระหนักจากคำร้องขอระหว่างสิ่งที่ “ควร” กับ “ไม่ควร”
อย่าให้ผู้นำประเทศต้องออกมาครวญเสียงอ่อย ด้วยวาจา “ขอโทษ” หน้าจอทีวีอีกเลย
ว่าก็ว่า...การใช้รถ 45 ที่นั่ง...ก็รู้ในหมู่ผู้ประกอบการกันเองว่า เป็นวิธีหนึ่งของการเพิ่มตัวหารเฉลี่ย ช่วยลดต้นทุนจ่ายค่าเช่ารถมาเพิ่มกำไรตามเหลี่ยมคูธุรกิจแกมโกง...กรุณาอย่าเถียงว่าเรื่องนี้ไม่มีมูล
อีกอย่างหากรู้แล้วจะหนาว...รถขนาด 45 ที่นั่งติดเครื่องปรับอากาศ ใครนึกภาพไม่ออกให้หลับตา แล้วเพ่งจิตไปที่ภาพรถรับส่งสาวโรงงาน...นั่นแหละ คือปัจจัยการเดินทางตามโครงการนี้ ที่คุณภาพและราคาค่าเช่าต่ำกว่ารถโค้ช เพื่อการท่องเที่ยวทุกประการ
คำร้องขอที่ยื่นผ่านกรรมาธิการฯ ยังแสดงสัญลักษณ์เฉพาะตน คนทำทัวร์ ที่ไม่ให้มีการจำกัดจำนวนลูกทัวร์ และจำนวนครั้งในการทำทริปแก่สมาชิก 1.2 ล้านคน เพื่อหวังปริมาณคนเป็นที่ตั้ง ที่หมายถึงจำนวนเงินที่จะเพิ่มทวีขึ้น

ปัญหาที่จะงอกตามมา...คือปริมาณงานทัวร์ จะถูกแบ่งเค้กจำกัดอยู่ในหมู่พวกพ้องผู้นำองค์กร ส่วนสมาชิกรายเล็กรายย่อยแน่นอนว่าต้องไปหาเหยื่อเกี่ยวเบ็ดตกกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยกันเอาเอง ...จรรยาบรรณนี้อาชีพคนทำทัวร์ด้อยพัฒนามานานแล้ว?
คำร้องขอข้อต่อไป...ยิงตรงให้รัฐจ่ายเงินหัวละ 2,000 บาท ก่อนทัวร์สตาร์ต 7 วัน หรือ 50% ก่อนที่เหลือจ่ายใน 7 วันหลังจบทัวร์ กับยกเว้น Vat 7% ภาษีเงินได้ 3%...หมายความว่าอย่างไรกัน?
นักบริหารการเงินการคลังรัฐรายหนึ่งสอนว่า...“การเบิกจ่ายเงินตามระเบียบงบประมาณแผ่นดินหรือเงินกู้ก็ตามที จะต้องมีวินัยในการนำเงินมาใช้ ภายใต้ระเบียบจะละเมิดไม่ได้”
การเบิกจ่ายเงินแก่ผู้ประกอบการนำเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการทัวร์ “กำลังใจ” จะต้องปฏิบัติตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง โดย “ผู้รับจ้าง” จำเป็นต้องวางเงินประกันกับ “ผู้จ้าง” คือหน่วยงานรัฐ ในอัตรา 5% จากมูลค่าการจ้าง...ก็เพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดกับรัฐ

“เมื่อดำเนินงานแล้วเสร็จคณะกรรมการจะทำหน้าที่ตรวจรับงานให้ถูกต้องตามสัญญาจ้าง...ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น” นักบริหารการเงินกล่าว
นิทานเรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่า...จงทำกินแต่พอเพียงตามคำพ่อสอน อย่าลอกเลียน “ลัทธิอภิสิทธิ์นิยม” มาใช้กับอาชีพคนทำทัวร์...ที่สำคัญอย่าให้นักท่องเที่ยวเอือมระอา บ.ทัวร์ มากไปกว่านี้.
อ่านเพิ่มเติม...
July 24, 2020 at 05:02AM
https://ift.tt/2CYWNOy
เที่ยวทัวร์ “กำลังใจ” อลเวงก่อนสตาร์ต - ไทยรัฐ
https://ift.tt/36KG1NQ
Home To Blog
No comments:
Post a Comment