พลพรรค "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ภายใต้การนำทีมของ เยอร์เกน คลอปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน ปิดฉากฤดูกาลที่แล้วได้อย่างเพอร์เฟกต์สุดๆ ด้วยการผงาดคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร และถือเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกรอบ 30 ปีอีกด้วย โดยเก็บไปได้ 99 คะแนน ทิ้งห่างทีมแชมป์เก่าขาดลอย 18 คะแนน และรวมถึงมีคะแนนมากกว่าคู่ปรับตลอดกาลอย่าง "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 33 คะแนนเลยทีเดียว
เรียกได้ว่ากลับมาสะสางทบต้นทบดอกกับสิ่งที่พวกเขายังค้างคาใจกับฤดูกาล 2018-19 ที่พวกเขาสะดุดปล่อยให้ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา เทรนเนอร์ชาวสเปน ปาดหน้าเข้าเส้นชัยไปชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด ด้วยการมีคะแนนมากกว่า 1 แต้มเท่านั้น ที่ 98 ต่อ 97 คะแนน
ก่อนเริ่มฤดูกาล 2020-21 ยอดทีมสีแดงแห่งถิ่นแอนฟิลด์ เสริมทัพเข้ามาเพียงแค่รายเดียวเท่านั้นนั่นคือ คอนสแตนตินอส ซิมิกาส แบ็กซ้ายจาก โอลิมเปียกอส ที่ย้ายมาด้วยค่าตัว 11.75 ล้านปอนด์ ซึ่งแข้งวัย 24 ปีแม้จะย้ายค่าย แต่ตัวเขาก็ยังขอเสื้อหมายเลขเดิมอย่างเบอร์ 21 ลงล่าความสำเร็จให้กับทีม นอกจากนี้ยังมีข่าวกับ ติอาโก อัลคันทารา กองกลางชาวสเปนจาก "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิก แต่กระนั้นด้วยปัจจัยค่าตัวเฉียด 30 ล้านปอนด์ กับการที่แข้งวัย 29 ปีเหลือสัญญาปีเดียว ทำให้ดีลยังคงคาราคาซัง
จากการที่ได้แข้งเสริมทัพมาเพียงรายเดียว นั่นทำให้มีคำถามขึ้นมาว่า พวกเขาดีพอที่จะป้องกันแชมป์ลีกในฤดูกาลนี้ไว้ได้หรือไม่ รวมทั้งนักเตะจะมีความกระหายหรือไม่หลังจากที่ผลงานในช่วงท้ายหรือตอนกลับมารีสตาร์ตฟาดแข้งหลังโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย นักเตะหลายคนดูจะมีฟอร์มการเล่นที่ต่ำกว่ามาตรฐานหลายคน นั่นเป็นสิ่งที่ เยอร์เกน คลอปป์ ต้องเร่งเติมเชื้อไฟแห่งความกระหายให้นักเตะในทีมอีกครั้งก่อนสู้ศึกในฤดูกาลใหม่
ย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาลที่แล้ว "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การบังคับการของ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ กุนซือชาวนอร์เวย์ เปิดตัวนัดแรกด้วยการถล่ม "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี 4-0 พร้อมนักเตะใหม่อย่าง แฮร์รี แม็คไกวร์ ที่ย้ายมาจาก "จิ้งจอกสยาม" เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัวสถิติโลกในตำแหน่งกองหลังที่ 80 ล้านปอนด์, อารอนวาน-บิสซากา แบ็กขวาจาก "อินทรีผงาด" คริสตัล พาเลซ ค่าตัว 45 ล้านปอนด์ รวมถึง ดาเนียล เจมส์ จาก "หงส์ขาว" สวอนซี ซิตี้ 15 ล้านปอนด์ แต่หลังจากนั้นผลงานก็สาละวันเตี้ยลงหาความแน่นอนไม่ได้ ผลงานละเหี่ยใจไร้ความคงเส้นคงวา การฝืนทู่ซี้ทนใช้ เจสซี ลินการ์ด และ อันเดรียส เปเรรา ทำให้ โซลชาร์ เจอกระแสกดดันอย่างหนัก ตลอดจนการเลือกปล่อย โรเมลู ลูกากู และ อเล็กซิส ซานเชซ ออกจากทีมโดยไม่มีตัวแทน ทำให้เขาโดนจวกหนักจัดเต็มทั้งจากบรรดากูรูลูกหนังชื่อดังและแฟนบอล จนเกิดกระแส "โอเล่ เอาต์" (Ole Out) แต่กระนั้นเจ้าตัวก็แบกรับความกดดันจนเริ่มคลี่คลายเมื่อทีมไปได้ตัว บรูโน เฟอร์นันเดส จอมทัพชาวโปรตุเกสที่ย้ายมาจาก สปอร์ติง ลิสบอน ด้วยค่าตัวเบื้องต้นราว 47 ล้านปอนด์ และมีสิทธิ์ทะลุถึง 68 ล้านปอนด์ หากนักเตะทำได้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา
หลังจากนั้นผลงานของทีมก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่าก่อน บรูโน จะมาทีมเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่พอได้แข้งชาวโปรตุเกสเข้ามาเหมือนตัวเขากลายเป็นส่วนเติมเต็มที่มาสร้างพลังบวก ทั้งความกระหายและความมุ่งมั่นที่เขามักจะปลุกเร้าเพื่อนร่วมทีมเสมอ การเข้ามาเพิ่มมิติใหม่ๆ ในเกมรุกและมีทีเด็ดครบสูตรทั้ง ยิงไกล, ฟรีคิก และจุดโทษ รวมถึงนักเตะหลายคนที่กลับมาโชว์ฟอร์มได้ดี อย่างเช่น อองโตนี มาร์เชียล และ เฟร็ด ที่กลายเป็นนักเตะคนสำคัญที่ทีมจะขาดไปไม่ได้ จนท้ายที่สุดสามารถเข้าวินคว้าอันดับ 3 ไปลุย ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ได้สำเร็จ
ตลอดทั้งซัมเมอร์ ยอดทีมสีแดงแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ มีข่าวกับนักเตะระดับสตาร์ดังหลายคน โดยมีชื่อผู้เล่นหลักๆ ที่ถูกเชื่อมโยง อาทิ จาดอน ซานโช, แจ็ค กรีลิช, คาลิดู คูลิบาลี รวมถึง ดอนนี ฟาน เดอ เบค ซึ่งเป็นรายหลังที่มีข่าวไม่กี่วันแล้วได้ตัวมาเลย ส่วนที่เหลือโดยเฉพาะรายแรกดีลยังเจอปัญหาในเรื่องของค่าตัว 108 ล้านปอนด์ ที่ทางทีมแชมป์ลีกผู้ดี 20 สมัยมองว่าแพงเกินไป นอกจากนี้ยังมีเรื่องของส่วนแบ่งค่านายหน้าคนกลาง และค่าเอเย่นต์ของนักเตะที่อีกด้วย
นับเป็นฤดูกาลที่สำคัญมากๆ สำหรับอนาคตของ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ เขาจำเป็นต้องต่อยอดทีมให้ยกระดับไปในแง่บวกมากขึ้น แนวทางสร้างทีมตามขนมธรรมเนียม "ยูไนเต็ด เวย์" (United Way) เริ่มผลิดอกออกผลแล้ว น่าสนใจตรงที่เขาจะใช้งาน ดอนนี ฟาน เดอ เบค ให้มาผสมกับผู้เล่นในทีมให้ลงตัวอย่างไร ยังไม่นับว่าจะได้ตัว จาดอน ซานโช ทีมจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน ถ้าฤดูกาลนี้มันเริ่มขึ้น

เชลซี
แฟรงค์ แลมพาร์ด นำ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ทำผลงานขึ้นๆ ลงๆ ในช่วงซีซั่นที่ผ่านมา มีทั้งช่วงเวลาที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม แต่บางช่วงเวลากลับฟอร์มหลุดเอาดื้อๆ ชนิดที่ไม่ต้องการความเข้าใจใดๆ ทั้งสิ้น โอเคล่ะว่าส่วนหนึ่งทีมเสีย เอเดน อาซาร์ด ไปให้กับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด แลกกับการได้เงินมายกระดับ 100 ล้านปอนด์ ตลอดจนการถูกแบนห้ามซื้อขายนักเตะ เนื่องจากมีความผิดในการดึงนักเตะอายุไม่ถึงเกณฑ์มาร่วมทีมเมื่อปี 2017 ทำให้ถูกห้ามร่วมกิจกรรมซื้อขายนักเตะใดๆ จนถึงช่วงซัมเมอร์ของปี 2020
แต่ทว่ามีการปลดโทษแบนให้สามารถทำการซื้อนักเตะเข้ามาสู่ทีมในเดือนมกราคม แต่ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ และใช้นักเตะวัยคะนองทั้ง แทมมี อับราฮัม, เมสัน เมาท์, คัลลัม-ฮัดสัน โอดอย รวมไปจนถึง คริสเตียน พูลิซิช เป็นแกนหลัก จนในท้ายที่สุดแล้ว แฟรงค์ แลมพาร์ด สามารถนำทีมจบอันดับ 4 คว้าโควตาไปลุยศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ได้สำเร็จ
ขณะที่ตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ 2020 ต้องบอกว่าไม่มีทีมไหนใน พรีเมียร์ลีก หรืออาจรวมถึง 5 ลีกยุโรปที่เกินหน้าเกินตาไปมากกว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เมื่อพวกเขาเดินหน้าช็อปปิ้งมันสนั่นมือด้วยการคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ 47.5 ล้านปอนด์, ฮาคิม ซิเยค 40 ล้านปอนด์ , ไค ฮาเวิร์ตซ์ 62 ล้านปอนด์, เบน ชิลเวลล์ 50 ล้านปอนด์ และ ติอาโก ซิลวา ไม่มีค่าตัว และล่าสุดได้ตัว เอดูอาร์ เมนดี จอมหนึบจากแรนส์ มาร่วมทีมด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ นอกจากนี้ยังมีข่าวให้ความสนใจ ดีแคลน ไรซ์ อีกด้วย
ต้องบอกว่าแม้จะเสริมทัพได้อย่างยอดเยี่ยม แต่เชื่อเหลือเกินว่า แฟรงค์ แลมพาร์ด คงจะแบกรับความกดดันไว้บนบ่าแน่นทั้งสองข้างของตัวเขาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะถ้าหากว่าออกสตาร์ตฤดูกาลใหม่นี้ไม่ดีอย่างที่คิด เพราะทาง "เสี่ยหมี" โรมัน อบราโมวิช เจ้าของทีมชาวรัสเซีย ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องเขาไม่สามารถอดทนเห็นทีมทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังได้นาน

ทอตแนม ฮอตสเปอร์
ดีกรีรองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2018-19 ออกสตาร์ตได้อย่างน่าผิดหวัง โดยเฉพาะในลีกที่สะกดคำว่าชนะเป็นแค่ 3 จาก 12 นัดแรก จนทำให้บอร์ดบริหารของทีมตัดสินใจตะเพิด เมาริซิโอ โปเชตติโน ผู้จัดการทีมชาวอาร์เจนตินาออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบกับผลงานอันน่าผิดหวังดังกล่าว และถูกแทนที่ด้วย โชเซ มูรินโญ เทรนเนอร์ฝีปากกล้าชาวโปรตุเกส ผู้ที่การันตีความสำเร็จกับทุกสโมสรที่เขาเคยคุมทีมมา
แต่ทว่าด้วยปัจจัยในเรื่องของความเหนื่อยล้า นักเตะหลายคนบาดเจ็บ โดยเฉพาะสตาร์ดังอันดับหนึ่งของทีมอย่าง แฮร์รี เคน ก็เจ็บจนแทบไม่ได้ลงสนามต่อเนื่องเลย และเป็นทาง ซอน เฮือง มิน แข้งชาวเกาหลีใต้ที่ต้องแบกเกมรุกของทีมไว้ด้วยการทำไป 11 ประตู แต่มันเกินความสามารถของนักเตะคนหนึ่ง ทำให้ทีมยังคงมีผลงานที่ไม่น่าประทับใจนัก จากที่ตอนแรกยังพอมีลุ้นเกาะกลุ่มพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก กลับค่อยๆ เหลือเพียงแค่ลุ้น โควตา ยูโรปาลีก เท่านั้น ก่อนที่ฟอร์มจะค่อยๆ กระเตื้องขึ้นมาจนมีทิศทางที่ดี แต่มันก็สายเกินไปแล้วที่จะกลับไปยืนยังจุดที่ทีมระดับ สเปอร์ส เคยยืนอยู่ และเข้าเป้าซิวโควตาถ้วยใบเล็กของยุโรปชนิดเส้นยาแดงผ่าแปดเลยทีเดียว
ด้านการเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์ ทีมของ โชเซ มูรินโญ คว้าตัวแข้งชั้นนำมาร่วมทีมได้ทั้ง ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก กองกลางตัวรับชาวเดนมาร์กของ "นักบุญแดนใต้" เซาท์แธมป์ตัน ด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์, โจ ฮาร์ท นายทวารจอมเก๋าวัย 33 ปีชาวอังกฤษ มาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัว หลังหมดสัญญากับ "เดอะ คราเรตส์" เบิร์นลีย์ รวมถึง แม็ตต์ โดเฮอร์ตี แบ็กขวาที่ย้ายมาจาก "หมาป่า" วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์
นี่จะเป็นฤดูกาลที่ทาง โชเซ มูรินโญ จะได้พิสูจน์ฝีมือกับการนำทีมของเขาไล่ล่าความสำเร็จ เพราะชื่อของเขานั้นไปอยู่ที่ไหนก็การันตีมีถ้วยติดมือเสมอ ดั่งที่เคยมีมาตลอดเส้นทางการคุมทีม รวมถึงตัวเขาต้องการลบคำสบประมาทหลังถูกมองว่าเป็นกุนซือที่ตกยุคไปแล้ว ทั้งในเรื่องแท็กติกที่ล้าสมัย แต่ไม่ว่าจะยังไงถ้าเขาสามารถทำทีมได้แชมป์ คำสบประมาทเหล่านั้นจะหายไปเอง

อาร์เซนอล
เป็นอีกหนึ่งทีมที่มีเส้นทางหลักๆ คล้ายกับเพื่อนร่วมเมืองอย่าง "ไก่เดือยทอง" ทอตแนม ฮอตสเปอร์ สำหรับทางด้านของ "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล ซึ่ง อูไน เอเมรี กุนซือชาวสเปน ถูกตะเพิดพ้นเก้าอี้กลางซีซั่น เพราะนำทีมทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง แม้จะละลายทรัพย์ไประดับ 100 ล้านปอนด์ คว้านักเตะมาหลายคนทั้ง คีแรน เทียร์นีย์ 25 ล้านปอนด์ จาก กลาสโกว์ เซลติก, ดาวิด ลุยส์ 8 ล้านปอนด์ จาก เชลซี, นิโคลัส เปเป ที่มีราคาถึง 72 ล้านปอนด์ จากลีลส์ รวมถึงยืม ดานี เซบายอส มาจาก เรอัล มาดริด
มิเกล อาร์เตตา อดีตนักเตะเก่าของทีมเข้ามารับงานคุมทีมอย่างเป็นทางการ หลังก่อนหน้านี้เรียกใช้บริการ เฟรดริก ลุงเบิร์ก ตำนานของทีมเข้ามาขัดตาทัพ ด้วยความที่ออปชั่นตัวเลือกนักเตะในทีมนั้นไม่ได้หลากหลายนักและนักเตะในทีมหลายคนก็อยู่ในฟอร์มการเล่นที่ต่ำกว่ามาตรฐาน โดยเฉพาะ เมซุต โอซิล ที่นั่งชิลๆ ฟาดค่าเหนื่อยเล่นๆ ระดับ 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ โดยที่แทบไม่เสียเหงื่อ แต่กระนั้นทีมของเขาก็มีโมเมนต์ที่น่าจดจำ นั่นคือคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ รวมถึง คอมมิวนีตี้ ชิลด์ ด้วยการสยบ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี และ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ตามลำดับของรายการข้างต้น
ทีมของ มิเกล อาร์เตตา ขยับเสริมทัพด้วยการคว้าตัว วิลเลียน มาจาก "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี แบบไม่มีค่าตัว, ปาโบล มารี มาจาก ฟลาเมงโก ไม่เปิดเผยค่าตัว, เซดริก โซอาเรส จาก "นักบุญแดนใต้" เซาท์แธมป์ตัน แบบไม่มีค่าตัว, กาเบรียล มากัลเญส จากลีลส์ 27 ล้านปอนด์ รวมถึงยังยืม ดานี เซบายอส มาจาก "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด อีก 1 ฤดูกาล
ถ้านับกันเฉพาะ 6 ทีมใหญ่ด้วยกัน มิเกล อาร์เตตา ก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งกุนซือที่งานชุกและแบกรับความกดดันไว้มากที่สุดคนหนึ่ง แต่ด้วยแนวทางที่ตัวเขาซึมซับมาจากสมัยเป็นผู้ช่วย เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็น่าจะมีทีเด็ดและอะไรที่ดีๆ ให้ได้เห็นบ้าง.

ผู้เขียน : iPoppz_5
กราฟิก : Theerapong Chaiyatep
September 12, 2020 at 06:00AM
https://ift.tt/3iiWMVg
เจาะลึกความพร้อม 6 ทีมดัง "พรีเมียร์ลีก" ก่อนลุยศึกซีซั่น 2020-21 - ไทยรัฐ
https://ift.tt/36KG1NQ
Home To Blog
No comments:
Post a Comment